ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ปัญหาหลักที่นักลงทุนอสังหาต้องเจอ!

 

                ปัญหาที่นักลงทุนอสังหาทุกคนต้องเจอไม่ว่าจะเป็นมือใหม่อสังหา หรือ ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านสังเวียนในวงการอสังหาฯมาหลายปีต่างก็พบปัญหาคล้ายกันนั่นคือปัญหาในการหาข้อมูลตลาดที่น่าเชื่อถือ ทันต่อสถานการณ์ และเข้าใจง่ายเพื่อนำมาวิเคราะห์ และพัฒนาแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพราะก่อนจะพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ได้สักโครงการ นักลงทุนต้องเข้าใจศักยภาพของพื้นที่ตนเอง ข้อจำกัดด้านกฎหมายความต้องการของตลาดในทำเล และคู่แข่ง ก่อนนำมาวิเคราะห์เพื่อหารูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการของลูกค้า และได้กำไร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ

  1. ขาดข้อมูลตลาดที่น่าเชื่อถือ
         สำหรับใช้ในการวิเคราะห์การลงทุน เพราะข้อมูลที่สถานการณ์ตลาดอสังหาที่หาได้ทั่วไปมักเป็นข้อมูลที่เก่าแล้ว เช่น ข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมก็เป็นข้อมูลของปีที่แล้ว ไม่ได้สะท้อนถึงความต้องการในการซื้อคอนโดจริง แถมจะหาข้อมูลรายพื้นที่ก็ยิ่งยากไปใหญ่ จะให้ไปขับรถตระเวนหาข้อมูลเองก็ใช่ว่าจะได้ข้อมูลที่เที่ยงตรง น่าเชื่อถือ แถมยังต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายสูงอีกด้วย
  2. ข้อมูลเข้าใจยาก
         ถึงจะมีข้อมูลอสังหาแล้ว แต่ก็ใช่ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะเข้าใจง่าย การจะเลือกลงทุนในที่ดิน หรือ โครงการอสังหาริมทรัพย์สักแห่ง นักลงทุนจำเป็นต้องเข้าใจข้อกำหนด กฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อกำหนดสีผังเมือง แนวเวนคืน กฎหมายอาคาร และอื่น ๆ ซึ่งเอกสารทางราชการเหล่านี้ค่อนข้างจะเข้าใจยาก ทำให้เสียเวลาในการศึกษาอยู่พอสมควร
  3. ปรับตัวไม่ทันเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพื้นที่
         ไม่ว่าจะเป็นการเกิดห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ขึ้น มีคู่แข่งเกิดขึ้นในทำเลใกล้เคียง มีการเวนคืนพื้นที่เพื่อพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้า-ขยายถนน หรือ มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินต่าง  แผนการลงทุนที่เราเคยคิดเอาไว้จะต้องถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ตลอดเวลา ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่การหาข้อมูลตลาด ข้อกำหนด-กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะนำมาวิเคราะห์ศักยภาพในการลงทุนอีกครั้ง

ทางเลือกของนักลงทุนมีไม่มาก

                ปัญหาในการหาข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ทันต่อสถานการณ์ และเข้าใจง่ายเพื่อนำมาวิเคราะห์ และพัฒนาแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ เลย แต่ปัจจุบัน นักลงทุนมีทางเลือกไม่มากนัก หากไม่ศึกษาด้วยตัวเองคนเดียวผ่านการลงพื้นที่ หาข้อมูลออนไลน์ หรือหาคอร์สเรียนเพื่อพัฒนาตนเองแล้ว ก็ต้องจ้างที่ปรึกษาการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลและแนวคิดการพัฒนาของเรามีความเป็นไปได้จริง แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายตามรูปแบบการพัฒนาที่ต้องการศึกษา วิธีนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ได้ศึกษาด้วยตัวเองมาก่อนแล้ว และมีความมั่นใจในศักยภาพพื้นที่ในระดับหนึ่ง

วิเคราะห์การลงทุนอสังหาด้วยตัวเอง ในยุคดิจิทัล ทดลองใช้ฟรี!

                FEASY (Feasiblitymade EASY)เป็นโปรแกรมวิเคราะห์การลงทุนอสังหาครบวงจรที่จะช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลและวิเคราะห์แผนการลงทุนได้ด้วยตัวเองด้วยข้อมูลวิจัยจากศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทยบจก.เอเจนซี่ฟอร์เรียลเอสเตทแอฟแฟร์สบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ประเมินค่าทรัพย์สินและวิจัยตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องทุกเดือนตั้งแต่ปีพ.ศ. 2534 ประกอบกับการพัฒนาซอฟท์แวร์digitaldisruption ฟีเจอร์การคำนวณที่จะช่วยวิเคราะห์ และปรับแผนการลงทุนได้ตลอดเวลา

ติดตามข่าวเทรนด์การลงทุนอสังหาฯกับ FEASY 
Facebook >> https://www.facebook.com/feasyonline/
Line >>https://lin.ee/mPnJRzG

#ลงทุนอสังหา#วางแผนการลงทุน#อสังหา

#ความรู้อสังหาฯ.#ตลาดอสังหาฯ#กลยุทธ์การลงทุน.#มุมมองนักลงทุน#นักพัฒนาอสังหาฯ#ลงทุนอสังหาฯ

เว็บไซต์ อ้างอิง : https://www.feasyonline.com/content/detail/74

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

FAR และ OSR ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อาคารตามประเภทสีผังเมือง

FAR และ OSR คืออะไร? วิธีตรวจสอบข้อกำหนด FAR และ OSR ของที่ดินเรา  FAR และ OSR คืออะไร? FAR และ OSR เป็นข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อาคารตามประเภทสีผังเมืองในแต่ละพื้นที่ ส่งผลต่อศักยภาพการพัฒนา และการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมาก เพราะจะส่งผลต่อขนาดพื้นที่อาคารที่สามารถสร้างได้ และทำให้โอกาสสร้างรายได้มากขึ้นหรือน้อยลงตามข้อกำหนดนี้ ซึ่งหากเราไปซื้อที่ดิน หรือ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่สีผังเมืองที่มีข้อจำกัดทาง FAR และ OSR แล้วล่ะก็ อาจส่งผลต่อศักยภาพในการพัฒนาให้ไม่เป็นไปตามที่คุณวาดฝันไว้ก็ได้ หรือ หากซื้อมาแล้วต้องการขายต่อก็อาจจะขายได้ยาก FAR (Floor to Area Ratio)  คือ อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน  สูตรการคำนวณ          พื้นที่อาคารสูงสุดที่สร้างได้  = ค่า FAR X ขนาดพื้นที่ดินเป็นตารางเมตร ตัวอย่าง  ที่ดินขนาด 1 ไร่ (1,600 ตารางเมตร) อยู่ในพื้นที่ตามข้อกำหนด FAR = 6 เท่ากับว่า พื้นที่อาคารสูงสุดที่สามารถสร้างได้ คือ 6 x 3,200 = 9,600 ตารางเมตร OSR (Open Space Ratio)  ...

ตรวจสอบสีผังเมืองง่าย ๆ สีผังเมืองคืออะไร และการใช้ประโยชน์ที่ดินจากสีผังเมือง

ทำไมต้องรู้กฎหมายผังเมือง ? กฎหมายผังเมืองที่มีอยู่ในแต่ละจังหวัด จะบอกถึงศักยภาพในการพัฒนาว่าเราสามารถสร้างอาคารประเภทไหนได้บ้าง สร้างได้ขนาดเท่าไหร่ สมมุติว่าเราได้ที่ดินขึ้นมาแปลงหนึ่งในราคาถูก อยากจะสร้างคอนโดมิเนียมขาย แต่ที่ดินคุณตั้งอยู่ในพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นที่ดินประเภทส่งเสริมด้านชนบทและเกษตรกรรม ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสสร้างคอนโดมิเนียมได้บ้างในพื้นที่ (บางพื้นที่กำหนดให้สร้างได้เพียง  5%  ของพื้นที่ทั้งหมด) แต่การพัฒนาคอนโดมิเนียมแนวสูงแบบ  Hige rise  สร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำให้คุณคงเป็นไปไม่ได้    ก็กลับกลายเป็นว่าคุณได้จ่ายเงินซื้อที่ดินในทำเลที่มีศักยภาพน้อยไปซะแล้ว โอกาสในการพัฒนาอะไรก็จะยากขึ้น ก่อนจะซื้อที่ดิน หรือ อสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ก็ควรตรวจสอบสีผังเมืองให้แน่ใจกันก่อนนะคะ ประเภทสีผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ในทุกจังหวัดจะมีการกำหนดและจัดสรรผังเมืองเอาไว้ สำหรับผังเมืองกรุงเทพฯ ฉบับปัจจุบัน ปีพ.ศ.  2556  และร่างผังเมืองฉบับใหม่ จะแบ่งแยกออกเป็นโซนไล่ตามสีทั้งหมด  10  ประเภท (อันที่จริงมีย่อยกว่านั้นอีก) โดยจะบ...

วิธีตรวจสอบสีผังเมืองง่าย ๆ เช็ค FAR OSR

  ทำไมต้องตรวจสอบสีผังเมือง? รู้ไหมว่าสีผังเมืองส่งผลต่อขนาดอาคาร และมูลค่าที่ดินด้วย วิธีตรวจสอบสีผังเมืองด้วยตัวเองง่าย ๆ ทำไมต้องรู้สีผังเมืองของตัวเอง ? สีผังเมือง หรือ ผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นผังที่แบ่งการใช้ประโยชน์พื้นที่ออกเป็นประเภทต่าง ๆ หากเรามีที่ดิน หรือ บ้านอยู่ในทำเลใด ควรจะตรวจสอบสีผังเมืองเพื่อให้ทราบถึงศักยภาพการพัฒนา ซึ่งส่งผลต่อราคาที่ดินของคุณ โดยสีผังเมืองจะบอกว่าอาคารประเภทใดบ้างที่พัฒนาได้ มี  อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน  (Floor Area Ratio: FAR)  และ อัตราส่วนของพื้นที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวม (Open Space Ratio:  OSR)  เท่าไหร่? หากที่ดินของเราอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพการพัฒนาสูง มีค่า FAR มากสามารถสร้างอาคารได้ขนาดใหญ่ขึ้น ก็ส่งผลให้ที่ดินของเรามีมูลค่ามากขึ้นนั่นเอง ในแต่ละจังหวัดหรือขอบเขตพื้นที่ปกครองจะมีข้อกำหนดสีผังเมืองต่างกัน หากเราและเพื่อนมีที่ดินขนาด 2 ไร่เท่ากัน อยู่ ห่างกันเพียง 500 เมตร ก็อาจมีศักยภาพการพัฒนาต่างกัน ทำให้ราคาที่ดินต่างกันมาก เช่น เมื่อตรวจสอบสีผังเมืองแล้วพบว่าที่ดินของเพื่อนอยู่ในพื้นท...