ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ราคาที่ดิน ราคาตลาด ราคาประเมิน และราคาซื้อขาย ต่างกันอย่างไร?

 

            เมื่อได้ยินคำว่า “ราคาที่ดิน” เราจะเข้าใจกันหลากหลายอย่าง เพราะมีราคาทั้งหมด 3 แบบที่เราจะพูดถึงกัน คือ ราคาซื้อขาย ราคาประเมิน และราคาตลาด ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของที่ดิน นายหน้า หรือนักลงทุนอสังหาฯ ต้องเข้าใจก่อนว่าราคาเหล่านี้คืออะไร ต่างกันอย่างไร? เพื่อจะได้เข้าใจข้อมูลตลาดอสังหาฯ ซึ่งจะช่วยให้คุณตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  1. ราคาซื้อขายจริง 

ราคาซื้อขายจริง คือ ราคาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงซื้อขายกันจริง อย่างไรก็ตามการหาข้อมูลราคาของทรัพย์สินที่ซื้อขายจริงนั้นไม่ง่ายนัก เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีฐานข้อมูล ราคาซื้อขายจริงที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ หากต้องการสืบหาข้อมูลราคาที่ดินที่ซื้อขายจริง จะต้องสำรวจหาข้อมูลจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็น

ข้อมูลการประกาศขายออนไลน์-ออฟไลน์ ร่วมกับการตรวจสอบโดยการสอบถามเจ้าของที่ดิน หรือผู้ซื้อที่ดินถึงราคาที่ตกลงซื้อขายกันจริง ซึ่งในบางกรณีก็อาจไม่ได้รับคำตอบจริง

  1. ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน โดยกรมธนารักษ์

ราคาประเมินราชการ หรือ ประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน เป็นราคาที่ดินที่ได้รับการประเมินโดยกรมธนารักษ์ เพื่อใช้สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามที่กฎหมายกำหนดมักมีราคาต่ำกว่าราคาตลาด และราคาซื้อขายจริงอยู่มาก เพื่อให้ประชาชนเสียค่าธรรมเนียมต่ำเมื่อต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือโอนที่ดิน

            ราคาประเมินที่ดินนี้ไม่สามารถสะท้อนถึงราคาตลาด หรือ ราคาซื้อขายได้ เนื่องจากบางทำเลราคาจะต่างกันมาก อีกทั้งราคาประเมินราชการจะได้รับการประกาศราคาประเมินใหม่ทุก 4 ปี ในขณะที่ราคาซื้อขายจริงเปลี่ยนไปทุกวัน ส่วนราคาตลาดอาจมีการจัดเก็บทุกปี ทำให้ราคาต่างกัน

โดยปัจจุบันราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ทียังใช้อยู่ คือราคาที่มีผลบังคับใช้ระหว่างปี 2559-2562 และยังคงใช้อยู่ในปีนี้ เนื่องจากกรมธนารักษ์ เลื่อนใช้ราคาประเมินที่ดินใหม่ที่แต่เดิมจะประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม 2563 ออกไป 1 ปี จากเดิมที่ต้องประกาศราคาประเมินใหม่ทุก 4 ปี ซึ่งเป็นผลดีคือประชาชนไม่ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือ ค่าโอนสูงขึ้นนั่นเอง
 

อ่านเพิ่มเติม: วิธีตรวจสอบราคาประเมินที่ดินง่าย ๆ จะมีโฉนด หรือ ไม่มีโฉนดที่ดินก็เช็คได้

  1. ราคาตลาด

ราคาตลาด คือ ราคาที่เกิดจากการประเมินมูลค่าตลาดของที่ดินในแต่ละทำเล ซึ่งได้รับการประเมินโดย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (AREA) บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ประเมินค่าทรัพย์สิน ในทุกๆ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 ด้วยการตั้งสมมุติฐานการประเมินราคาที่ดินแปลงมาตรฐาน ที่มีรูปร่างปกติสี่เหลี่ยมผืนผ้า ติดถนนมีทางเข้าออกตามกฎหมาย และแบ่งออกเป็น 3 ขนาด คือ 4, 16 และ 36 ไร่ เพื่อเป็นดัชนี้ชี้วัดราคาตลาดที่ดินในแต่ละทำเล ว่าแตกต่างกันเท่าไหร่

            ราคาตลาดนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าของที่ดินในแต่ละทำเล ซึ่งจะสูงกว่าราคาประเมินราชการมาก เช่น จากข้อมูล ณ สิ้นปี พ.ศ. 2561 ราคาตลาดที่ดินที่สูงที่สุดในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีราคาตลาดสูงถึง 2.5 ล้านบาทต่อตารางวา คือ ที่ดินบริเวณรถไฟฟ้า 4 สถานีที่ ได้แก่ สยามสแควร์ ชิดลม เพลินจิต และ นานา แต่ราคาประเมินราชการที่สูงที่สุดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลกลับมีราคาเพียง 1 ล้านบาทต่อตารางวา ซึ่งก็คือ พื้นที่สีลม

            ปัจจุบัน AREA ประเมินราคาตลาดที่ดินกว่า 400 ทำเลในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งเมืองสำคัญต่างๆ ทำให้ทุกคนสามารถดูข้อมูลราคาที่ดิน และอัตราการเติบโตต่อปีได้ง่าย ๆ บนแผนที่ออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.feasyonline.com (เฉพาะแพคเกจ Personal และ Business)

เช็คราคาที่ดินบนแผนที่ออนไลน์

ดูข้อมูลรายละเอียดแพคเกจ ได้ที่นี่

เว็บไซต์ อ้างอิง : https://www.feasyonline.com

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

FAR และ OSR ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อาคารตามประเภทสีผังเมือง

FAR และ OSR คืออะไร? วิธีตรวจสอบข้อกำหนด FAR และ OSR ของที่ดินเรา  FAR และ OSR คืออะไร? FAR และ OSR เป็นข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อาคารตามประเภทสีผังเมืองในแต่ละพื้นที่ ส่งผลต่อศักยภาพการพัฒนา และการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมาก เพราะจะส่งผลต่อขนาดพื้นที่อาคารที่สามารถสร้างได้ และทำให้โอกาสสร้างรายได้มากขึ้นหรือน้อยลงตามข้อกำหนดนี้ ซึ่งหากเราไปซื้อที่ดิน หรือ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่สีผังเมืองที่มีข้อจำกัดทาง FAR และ OSR แล้วล่ะก็ อาจส่งผลต่อศักยภาพในการพัฒนาให้ไม่เป็นไปตามที่คุณวาดฝันไว้ก็ได้ หรือ หากซื้อมาแล้วต้องการขายต่อก็อาจจะขายได้ยาก FAR (Floor to Area Ratio)  คือ อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน  สูตรการคำนวณ          พื้นที่อาคารสูงสุดที่สร้างได้  = ค่า FAR X ขนาดพื้นที่ดินเป็นตารางเมตร ตัวอย่าง  ที่ดินขนาด 1 ไร่ (1,600 ตารางเมตร) อยู่ในพื้นที่ตามข้อกำหนด FAR = 6 เท่ากับว่า พื้นที่อาคารสูงสุดที่สามารถสร้างได้ คือ 6 x 3,200 = 9,600 ตารางเมตร OSR (Open Space Ratio)  ...

ตรวจสอบสีผังเมืองง่าย ๆ สีผังเมืองคืออะไร และการใช้ประโยชน์ที่ดินจากสีผังเมือง

ทำไมต้องรู้กฎหมายผังเมือง ? กฎหมายผังเมืองที่มีอยู่ในแต่ละจังหวัด จะบอกถึงศักยภาพในการพัฒนาว่าเราสามารถสร้างอาคารประเภทไหนได้บ้าง สร้างได้ขนาดเท่าไหร่ สมมุติว่าเราได้ที่ดินขึ้นมาแปลงหนึ่งในราคาถูก อยากจะสร้างคอนโดมิเนียมขาย แต่ที่ดินคุณตั้งอยู่ในพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นที่ดินประเภทส่งเสริมด้านชนบทและเกษตรกรรม ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสสร้างคอนโดมิเนียมได้บ้างในพื้นที่ (บางพื้นที่กำหนดให้สร้างได้เพียง  5%  ของพื้นที่ทั้งหมด) แต่การพัฒนาคอนโดมิเนียมแนวสูงแบบ  Hige rise  สร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำให้คุณคงเป็นไปไม่ได้    ก็กลับกลายเป็นว่าคุณได้จ่ายเงินซื้อที่ดินในทำเลที่มีศักยภาพน้อยไปซะแล้ว โอกาสในการพัฒนาอะไรก็จะยากขึ้น ก่อนจะซื้อที่ดิน หรือ อสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ก็ควรตรวจสอบสีผังเมืองให้แน่ใจกันก่อนนะคะ ประเภทสีผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ในทุกจังหวัดจะมีการกำหนดและจัดสรรผังเมืองเอาไว้ สำหรับผังเมืองกรุงเทพฯ ฉบับปัจจุบัน ปีพ.ศ.  2556  และร่างผังเมืองฉบับใหม่ จะแบ่งแยกออกเป็นโซนไล่ตามสีทั้งหมด  10  ประเภท (อันที่จริงมีย่อยกว่านั้นอีก) โดยจะบ...

วิธีตรวจสอบสีผังเมืองง่าย ๆ เช็ค FAR OSR

  ทำไมต้องตรวจสอบสีผังเมือง? รู้ไหมว่าสีผังเมืองส่งผลต่อขนาดอาคาร และมูลค่าที่ดินด้วย วิธีตรวจสอบสีผังเมืองด้วยตัวเองง่าย ๆ ทำไมต้องรู้สีผังเมืองของตัวเอง ? สีผังเมือง หรือ ผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นผังที่แบ่งการใช้ประโยชน์พื้นที่ออกเป็นประเภทต่าง ๆ หากเรามีที่ดิน หรือ บ้านอยู่ในทำเลใด ควรจะตรวจสอบสีผังเมืองเพื่อให้ทราบถึงศักยภาพการพัฒนา ซึ่งส่งผลต่อราคาที่ดินของคุณ โดยสีผังเมืองจะบอกว่าอาคารประเภทใดบ้างที่พัฒนาได้ มี  อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน  (Floor Area Ratio: FAR)  และ อัตราส่วนของพื้นที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวม (Open Space Ratio:  OSR)  เท่าไหร่? หากที่ดินของเราอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพการพัฒนาสูง มีค่า FAR มากสามารถสร้างอาคารได้ขนาดใหญ่ขึ้น ก็ส่งผลให้ที่ดินของเรามีมูลค่ามากขึ้นนั่นเอง ในแต่ละจังหวัดหรือขอบเขตพื้นที่ปกครองจะมีข้อกำหนดสีผังเมืองต่างกัน หากเราและเพื่อนมีที่ดินขนาด 2 ไร่เท่ากัน อยู่ ห่างกันเพียง 500 เมตร ก็อาจมีศักยภาพการพัฒนาต่างกัน ทำให้ราคาที่ดินต่างกันมาก เช่น เมื่อตรวจสอบสีผังเมืองแล้วพบว่าที่ดินของเพื่อนอยู่ในพื้นท...