ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

รู้ยัง ! มาตรการ LTV คนซื้อบ้านใหม่ ต้องวางเงินดาวน์สูงขึ้น


หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาตรการควบคุมสินเชื่อบ้าน (LTV) เพื่อกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยโดยกำหนดเพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV ratio) ให้เข้มงวดขึ้น โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 1 เม.ย. 2562 ส่งผลให้คนซื้อบ้านใหม่ต้องวางเงินดาวน์สูงขึ้น หลายคนคงสงสัยว่ามาตรการคุมเข้ม LTV ครั้งนี้จะส่งผลต่อเราอย่างไร
  • คนซื้อบ้านใหม่-คอนโดใหม่ ต้องวางเงินดาวน์เท่าไหร่ กู้ได้เท่าไหร่?
  • ใครจะได้รับผลกระทบจากมาตรการคุมเข้ม LTV บ้าง?
คนซื้อบ้านใหม่-คอนโดใหม่ ต้องวางเงินดาวน์เท่าไหร่ กู้ได้เท่าไหร่?
เมื่อก่อนนี้คนซื้อบ้านหลายคนมักจะยื่นกู้บ้านเงินเหลือ กู้คอนโดเงินเหลือ คือ วงเงินกู้มากกว่าราคาบ้าน หรือราคาคอนโดที่เราซื้อจริงนั่นเอง เช่น จะซื้อคอนโดราคา 1 ล้านบาท ก็ยื่นกู้ในราคา 1.2 ล้านบาท ได้เงินเหลือมา 2 แสนบาทเพื่อใช้ในการตกแต่ง เป็นเทคนิคที่นักลงทุนที่หลายคนชอบใช้เพราะถือว่าเป็นการลงทุนอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ต้องใช้เงินตัวเอง แต่ปัญหาทีีเกิดขึ้นคือ ในยุคเศรษฐกิจไม่ดี มีคนกู้บ้านเกินกำลังผ่อนของตัวเองไปมาก เกิดเป็นหนี้เสียขึ้นมามากมาย และมีนักลงทุนเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์มาก ทำให้ราคาขายคอนโดมิเนียมสูงเกินกำลังซื้อของผู้ที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงออกมาตรการคุมเข้ม LTV (Loan-To-Value) เพื่อควบคุมสัดส่วนเงินกู้ต่อเงินมูลค่าบ้าน ทำให้มั่นใจว่าเราจะต้องมีเงินมากพอจะดาวน์บ้านในสัดส่วนที่กำหนด จึงจะกู้เงินมาซื้อบ้านซื้อคอนโดได้ โดยสัดส่วนเงินดาวน์มีกำหนดไว้ ดังนี้ 
  1. ในกรณีที่ บ้านราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท
  • ถ้ายังผ่อนบ้านหรือคอนโดหลังแรกไม่ถึง 3 ปี แล้วจะกู้สำหรับหลังที่ 2 จะต้องวางเงินดาวน์อย่างน้อย 20% ของมูลค่าบ้าน (กู้ได้ไม่เกิน 80% ของมูลค่าของบ้าน)
  • ถ้าผ่อนบ้านหรือคอนโดหลังแรกเกิน 3 ปีขึ้นไป แล้วจะกู้สำหรับหลังที่ 2 จะต้องวางเงินดาวน์อย่างน้อย 10% ของมูลค่าบ้าน (กู้ได้ไม่เกิน 90% ของมูลค่าของบ้าน)
  • และถ้ายังผ่อนอยู่ 2 หลัง แล้วจะกู้สำหรับหลังที่ 3 จะต้องวางเงินดาวน์อย่างน้อย 30% ของมูลค่าบ้าน (กู้ได้ไม่เกิน 70% ของมูลค่าของบ้าน)
  1. ในกรณีที่ บ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป
  • สัญญาซื้อบ้านครั้งที่ 1-2 จะต้องวางเงินดาวน์อย่างน้อย 20% ของมูลค่าบ้าน (กู้ได้ไม่เกิน 80% ของมูลค่าของบ้าน)
  • สัญญาซื้อบ้านครั้งที่ 3 ขึ้นไป จะต้องวางเงินดาวน์อย่างน้อย 30% ของมูลค่าบ้าน (กู้ได้ไม่เกิน 70% ของมูลค่าของบ้าน)


ใครจะได้รับผลกระทบจากมาตรการคุมเข้ม LTV บ้าง?
  • คนกู้ซื้อบ้านหลังที่ 2 เป็นต้นไปโดยที่หลังเดิมยังผ่อนไม่หมด
นอกจากคนซื้อบ้านหลังที่ 2 เป็นต้นไปด้วยตัวเองแล้ว ยังรวมไปถึงผู้กู้ร่วมอีกด้วย เพราะชื่อของคุณจะอยู่ในสัญญาการซื้อบ้านเดิมอยู่แล้ว เมื่อคุณอยากมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงที่อยู่อาศัยนั้นจะเป็นทีบ้านหลังแรก แต่สัญญาเก่าที่คุณเป็นผู้กู้ร่วมจะทำให้คุณต้องรับภาระเงินดาวน์ที่สูงขึ้น เพราะถือว่าเป็นการกู้ซื้อบ้านหลังที่ 2 โดยที่หลังเดิมยังผ่อนไม่หมด แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยได้ผ่อนปรนมาตรการ LTV สำหรับผู้กู้ร่วมแล้ว (link ไปบทความ) โดยถ้าผู้กู้ไม่มีชื่อเป็นกรรมสิทธิ์ จะผ่อนปรนเสมือนยังไม่เป็นผู้กู้ในครั้งนั้น ทำให้คุณไม่เสียเงินดาวน์บ้านสูงเหมือนการซื้อบ้านหลังที่ 2 นั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม >> LTV ปลดล็อกกู้ร่วมแล้ว! ไม่มีชื่อในกรรมสิทธิ์ก็เหมือนไม่ได้กู้ 
  • นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ 
นักลงทุนอสังหาฯ เก็งกำไรบ้านและคอนโด เห็นทีต้องปรับพอร์ท ถอยทัพจากการลงทุนเพิ่มในช่วงนี้เพราะการที่ต้องวางเงินดาวน์สูงขึ้น เท่ากับว่าคุณต้องมีต้นทุนในการลงทุนสูงขึ้น ยิ่งเศรษฐกิจในยุคนี้ทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) ที่ต่ำลง จึงต้องดูให้ดีว่าโครงการไหนไปต่อได้ สามารถสร้างผลกำไรจากการขาย (Capital gain) ได้หรือไม่ ทำให้นักลงทุนหลายคนชะลอการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หันไปลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ แทน
  • นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
เมื่อผู้ซื้อบ้านต้องวางเงินดาวน์สูงขึ้น โครงการบ้านหลายแห่งอาจได้รับผลกระทบจากการที่ผู้ซื้อไม่พร้อมจะวางเงินดาวน์ หรือ นักลงทุนที่ตัดสินใจทิ้งเงินดาวน์เพราะคิดว่าไม่คุ้มต่อการลงทุนเมื่อต้นทุนสูงขึ้น ทำให้นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องปรับตัวให้ทัน หาลูกค้าที่มีความต้องการซื้อจริง (real demand)
ใครที่กำลังหาบ้าน หาคอนโด และคิดว่าจะกู้บ้านกับธนาคารแล้วคงต้องวางแผนให้ดี เก็บเงินไว้สำหรับดาวน์ให้มากขึ้น ส่วนคนที่จะกู้ร่วมและกังวลว่าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการคุมเข้ม LTV นี้ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะในภายหลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ ผ่อนปรนมาตรการ LTV สำหรับผู้กู้ร่วมแล้ว  หมายความว่าผู้กู้ร่วมที่ไม่มีชื่อเป็นกรรมสิทธิ์ จะผ่อนปรนเสมือนยังไม่เป็นผู้กู้ในครั้งนั้น 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตรวจสอบสีผังเมืองง่าย ๆ สีผังเมืองคืออะไร และการใช้ประโยชน์ที่ดินจากสีผังเมือง

ทำไมต้องรู้กฎหมายผังเมือง ? กฎหมายผังเมืองที่มีอยู่ในแต่ละจังหวัด จะบอกถึงศักยภาพในการพัฒนาว่าเราสามารถสร้างอาคารประเภทไหนได้บ้าง สร้างได้ขนาดเท่าไหร่ สมมุติว่าเราได้ที่ดินขึ้นมาแปลงหนึ่งในราคาถูก อยากจะสร้างคอนโดมิเนียมขาย แต่ที่ดินคุณตั้งอยู่ในพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นที่ดินประเภทส่งเสริมด้านชนบทและเกษตรกรรม ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสสร้างคอนโดมิเนียมได้บ้างในพื้นที่ (บางพื้นที่กำหนดให้สร้างได้เพียง  5%  ของพื้นที่ทั้งหมด) แต่การพัฒนาคอนโดมิเนียมแนวสูงแบบ  Hige rise  สร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำให้คุณคงเป็นไปไม่ได้    ก็กลับกลายเป็นว่าคุณได้จ่ายเงินซื้อที่ดินในทำเลที่มีศักยภาพน้อยไปซะแล้ว โอกาสในการพัฒนาอะไรก็จะยากขึ้น ก่อนจะซื้อที่ดิน หรือ อสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ก็ควรตรวจสอบสีผังเมืองให้แน่ใจกันก่อนนะคะ ประเภทสีผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ในทุกจังหวัดจะมีการกำหนดและจัดสรรผังเมืองเอาไว้ สำหรับผังเมืองกรุงเทพฯ ฉบับปัจจุบัน ปีพ.ศ.  2556  และร่างผังเมืองฉบับใหม่ จะแบ่งแยกออกเป็นโซนไล่ตามสีทั้งหมด  10  ประเภท (อันที่จริงมีย่อยกว่านั้นอีก) โดยจะบ...

FAR และ OSR ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อาคารตามประเภทสีผังเมือง

FAR และ OSR คืออะไร? วิธีตรวจสอบข้อกำหนด FAR และ OSR ของที่ดินเรา  FAR และ OSR คืออะไร? FAR และ OSR เป็นข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อาคารตามประเภทสีผังเมืองในแต่ละพื้นที่ ส่งผลต่อศักยภาพการพัฒนา และการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมาก เพราะจะส่งผลต่อขนาดพื้นที่อาคารที่สามารถสร้างได้ และทำให้โอกาสสร้างรายได้มากขึ้นหรือน้อยลงตามข้อกำหนดนี้ ซึ่งหากเราไปซื้อที่ดิน หรือ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่สีผังเมืองที่มีข้อจำกัดทาง FAR และ OSR แล้วล่ะก็ อาจส่งผลต่อศักยภาพในการพัฒนาให้ไม่เป็นไปตามที่คุณวาดฝันไว้ก็ได้ หรือ หากซื้อมาแล้วต้องการขายต่อก็อาจจะขายได้ยาก FAR (Floor to Area Ratio)  คือ อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน  สูตรการคำนวณ          พื้นที่อาคารสูงสุดที่สร้างได้  = ค่า FAR X ขนาดพื้นที่ดินเป็นตารางเมตร ตัวอย่าง  ที่ดินขนาด 1 ไร่ (1,600 ตารางเมตร) อยู่ในพื้นที่ตามข้อกำหนด FAR = 6 เท่ากับว่า พื้นที่อาคารสูงสุดที่สามารถสร้างได้ คือ 6 x 3,200 = 9,600 ตารางเมตร OSR (Open Space Ratio)  ...
  กู้เงินซื้อบ้านมือสอง สินเชื่อแบงก์ไหนดอกเบี้ยบ้านถูกสุด อัพเดทปี 2564 สำหรับใครที่กำลังถูกใจบ้านมือสองสักหลัง  แล้วอยากกู้ซื้อบ้าน?  ขอ สินเชื่อบ้านมือสอง  ธนาคารไหนดี ถึงจะได้ดอกเบี้ยบ้านต่ำที่สุด ใครอยากรู้  Tooktee.com รวบรวมข้อมูลมาเปรียบเทียบให้แล้ว   อยากซื่อ บ้านมือสอง   โดยเฉพาะซื้อไว้เพื่ออยู่อาศัยเอง การซื้อบ้านโดยตรงจากคนขาย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้านขายเอง หรือขายผ่านนายหน้า ถือว่าเป็นทางเลือกแรกๆ ที่ช่วยให้เราได้บ้านที่ถูกใจทั้งทำเล สภาพแวดล้อม แถมยังมีโอกาสได้บ้านไม่ทรุดโทรมมากนัก และสามารถต่อรองราคา ปัจจุบันการซื้อบ้านมือสองมีช่องทางในการค้นหาและติดต่อผู้ขายที่สะดวกมากขึ้น เมื่อราคาตกลงที่จะซื้อบ้านมือสองแล้ว ขั้นต่อไปก็ต้องมองหาสินเชื่อบ้านที่คิดดอกเบี้ยต่ำสักหน่อย จะได้ช่วยเติมฝันที่อยากมีบ้านให้เป็นจริงเร็วขึ้น  เพราะยิ่งดอกเบี้ยถูกก็ยิ่งลดภาระให้เราผ่อนบ้านได้แบบสบาย ๆ แล้วช่วงนี้หลายธนาคารก็มีโปรโมชั่นสินเชื่อบ้านออกมาให้เลือกมากมายเลยด้วย  สินเชื่อบ้านที่ไหนดี  ไปดูกันเลยเราได้อัพเดท  สินเชื่อบ้าน 2563...